เยาวชนกับการสร้างจิตวิญญาณอาเซียน
โดย จิรพล ทับทิมหิน
ผู้เชี่ยวชาญอาวุโส เนคเทค
ผมมีโอกาสได้เข้าร่วมดำเนินการสัมมนาในหัวข้อ “Usage on ICT to Promote ASEAN Spirit” ในราวกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จึงนำมาเล่าสู่ท่านฟัง ก็นับว่าเรื่อง ASEAN นี้คนไทยเราเริ่มคุ้นเคยกันมากขึ้น เนื่องจากปีนี้ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ นี้เองที่ไทยเราเป็นเจ้าภาพประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 14 ซึ่งนายกอภิสิทธิ์ได้แสดงฝีไม้ลายมือให้ผู้นำอีก 9 ชาติได้แก่ บูรไน กัมพูชา อินโดนีเซีย พม่า มาเลเชีย สิงคโปร์ ลาว เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ได้ชื่นชมกันมาแล้ว ในส่วนงานที่ผมเข้าร่วมเป็นการจัดสัมมนา เพื่อส่งเสริมให้ชาวอาเซียนใช้ไอซีทีเพื่อหล่อหลอมจิตวิญญาณเป็นอันเดียวกัน โดยเน้นที่ระดับเยาวชน ดังนั้นผู้เข้าร่วมสัมมนาจึงประกอบด้วยเยาวชนระดับมหาวิทยาลัยชาติละ 2 คน บวกกับพี่เลี้ยงที่เป็นนักวางแผนและระดับนโยบายอีก 2 คน รวมเป็นชาติละ 4 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน ผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่จึงอยู่ในแวดวงไอซีทีทั้งจากภาครัฐและเอกชน
จุดประสงค์ของการสัมมนา นั้น กรมประชาสัมพันธ์ซึ่งเป็นเจ้าภาพหลักในการจัดประชุม โดยท่านอธิบดีเผชิญ ขำโพธิ์ ที่ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงาน ได้แจงให้ทราบว่า ประการแรกต้องการให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ในการใช้ไอซีทีเพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณอาเซียน ข้อสองต้องการให้วงสัมมนาร่วมกันพิจารณาถึงเทคโนโลยีที่เหมาะสมเพื่อให้เป็นเครื่องมือในการส่งเสริมสปิริตในวงอาเซียน และข้อสามที่สำคัญคือการกำหนดแผนการดำเนินงานร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ในการใช้ไอซีทีเพื่อสร้างสปิริตร่วมกันเรื่องนี้สำคัญทีเดียว เนื่องจากวงความร่วมมืออาเซียนเป็นวงที่เกี่ยวข้องและใกล้ตัวคนไทยที่สุด ซึ่งเราท่านทั้งหลายต่างตระหนักแล้วว่า เราไม่อาจอยู่เพียงลำพังโดยไม่มีการพึ่งพาหรือร่วมมือกับมิตรประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดกับเรา และวงอาเชียนเป็นวงที่ถือว่ามีศักยภาพสูง ทั้งในแง่เศรษฐกิจ สังคมและการเมือง แม้แต่ญี่ปุ่น เกาหลี จีน ต่างให้ความสำคัญจึงเกิดการประชุมอาเซียนบวก 3 ประเทศ ดังกล่าวด้วย ด้วยเหตุนี้อาเซียนจึงให้ความสำคัญกับเยาวชนอาเซียน เพื่อหล่อหลอมในเรื่องสปิริตอาเซียน อันจะส่งเสริมให้มีความร่วมมือที่แน่นแฟ้นและเข้าอกเข้าใจกัน เพื่อให้การพัฒนาในภูมิภาคอาเซียนเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุผลลัพธ์ต่อภูมิภาคโดยรวมในที่สุด
ภาพที่สะท้อนออกมาจากการนำเสนอรายงานของแต่ละชาติ ที่แสดงให้เห็นความแตกต่างของระดับการพัฒนาทั้งในแง่ของการพัฒนาด้านไอซีที และแนวคิดและมุมมองในการหล่อหลอมสปิริตอาเซียนเข้าด้วยกัน กลุ่มประเทศที่นำหน้าทางกายภาพในการพัฒนาไอซีทีมีเด่นชัดคือ สิงคโปร์ ที่มีศักยภาพสูงเรื่องความพร้อมสูงสุด ทั้งในแง่โครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือไอซีทีที่พัฒนาใช้งานแล้ว กลุ่มผู้นำรองลงมาคือ กลุ่มมาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ บรูไน และเวียดนาม และกลุ่มที่พัฒนาน้อย คือ กลุ่ม ลาวกับกัมพูชา และ พม่า โดย 3 ชาติหลังสุดนี้ยังคงกังวลในความล้าหลัง จึงแสดงทัศนะให้ชาติที่ก้าวหน้าให้คิดให้รอบคอบและถี่ถ้วนในการใช้เครื่องมือไอซีทีที่ล้ำสมัยเกินไป จนอาจเป็นเหตุให้เกิดความเหลื่อมล้ำ หรือ Digital Divide ขึ้นในวงอาเซียนได้
ศักยภาพการพัฒนาในอาเซียนทั้ง 10 ชาติผ่าน Country Report นั้น เริ่มจาก บูรไน ถือว่าอยู่แถว 2 รองจากสิงคโปร์ ทีมบูรไนเสนอว่าควรส่งเสริมในลักษณะ Network ASEAN Group Community พร้อมกิจกรรมเช่น IWB หรือ Interaction White Board, ICT ASEAN Youth Camp กิจกรรมการประกวดแข่งขันในเรื่องเรียงความ, Interactive Culture Games Competition และ การแข่งขันพัฒนาซอฟต์แวร์ และ Application เป็นต้น บูรไนเสนอว่าสิ่งที่ท้าทายคือเรื่องการจัด Community Center ซึ่งกระทรวงไอซีทีของเราก็ทำอยู่อย่างต่อเนื่องหลายสิบแห่งแล้วทั่วประเทศ แต่ยังไม่ค่อยรับรู้ในวงกว้าง ความท้าทายต่อมาคือ ทำอย่างไรที่จะลดค่าใช้จ่ายด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ลง โดยร่วมกันส่งเสริมเรื่อง FLOSS หรือ Free Libre Open Source Software คราวหน้าจะนำเรื่องนี้มาขยับกันหน่อย ทราบว่ากระทรวงไอซีทีและเนคเทคเตรียมการเรื่องนี้ให้แรงขึ้นในแง่ของรูปธรรม.
ชาติต่อมาคือกัมพูชา อย่างที่นับไว้ตอนต้น กัมพูชาก็ถือว่าอยู่ในแถวล่างสุดของอาเซียน ภาพที่สะท้อนออกมาก็จริงในแง่ของปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานยังต้องพัฒนาอีกมา ค่าบริการอินเตอร์เน็ตก็นับว่าแพงมากเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ โทรมือถือนับวันก็จะมีบทบาทมากขึ้นกับประชาชนในระดับค่าบริการที่สูง และการบริหารจัดการที่ยังไม่ลงตัวเท่าใดนัก กัมพูชาเสนอให้มี Sustainable Fund เพื่อให้สามารถสนับสนุนในส่วนที่ยังขาดอยู่ในประเทศสมาชิก และให้ข้อคิดว่า การใช้ Media ไม่ควรเน้นเฉพาะ New Media เท่านั้น ควรคงไว้ซึ่ง Old Media เช่น TV วิทยุหนังสือพิมพ์ เป็นต้น เนื่องจาก เทคโนโลยีใหม่นั้น ประเทศที่ยังไม่พร้อมจะมีต้นทุนในการใช้สูงมาก
อินโดนีเซีย ก็นับได้ว่าอยู่ในแถว 2 ของอาเซียนร่วมกับ บูรไน ไทย มาเลเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ อุปสรรคใหญ่ของอินโดนีเซียก็ คือการที่มีเกาะแก่งใหญ่น้อย กว่า 17,000 เกาะ ในจำนวนนี้ราว 3,000 เกาะยังไม่มีการตั้งชื่อด้วยซ้ำ จึงมีปัญหาเรื่องโครงสร้างพื้นฐานมากทีเดียว ที่ตั้งเป้าไว้จะเชื่อมโยงหมู่เกาะสำคัญด้วยเครือข่ายอินเทอร์เน็ตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ 2 ระยะคือ 2015 และ 2025 แต่ปัญหาเศรษฐกิจทรุดตัว ก็ทำให้เป็นปัจจัยชะลอการดำเนินงานที่สำคัญไปด้วย จึงจำเป็นต้องใช้สัญญาณดาวเทียมทดแทนในบางแห่งและเฉพาะกิจ อินโดนีเซียมองว่า ที่ผ่านมาการปฏิสัมพันธ์ทางอินเทอร์เน็ตเรามักส่งเสริมประเภทที่เรียกว่า G2G, B2B เป็นต้น เพื่อให้บรรลุประสงค์ในการสร้างสังคมอาเซียนที่เป็นหนึ่งเดียว ควรขยายกิจกรรมลงไปในระดับของภูมิภาคและชุมชนด้วย จึงเสนอแนวทาง C2C หรือ Community to Community และ LG2LG หรือ Local Government to Local Government ที่จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำของคนในเมือง และชนบทได้
ประเทศลาวที่อยู่แถวเดียวกับพูชา จึงสะท้อนภาพคล้ายๆ กัน คนลาวนั้นไม่ค่อยรู้จักอาเซียนจนกระทั่งปี 2004 ที่มีอาเซียนซัมมิทในลาว จึงทำให้คนตื่นตัวเกี่ยวกับอาเซียน ไม่ต่างจากไทยเราที่จัดอาเซียนซัมมิทในปีนี้ทำให้รู้จักแพร่หลายมากขึ้นเช่นกัน ลาวดำเนินการ e-Government มาหลายปีแล้ว ปีนี้จะเป็นปีนับผลงานแล้ว แต่ปัญหาก็คือการขาดแคลนผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญด้านไอซีที คนส่วนใหญ่ใช้โทรถือมือ อินเทอร์เน็ตแพงเช่นเดียวกับกัมพูชา ในแง่ค่าครองชีพ จึงต้องการให้คงไว้ซึ่ง media ประเภทวิทยุและโทรทัศน์
มาเลเซีย จัดว่าอยู่แถว 2 ระดับบนมีการแยกแยะให้เห็นว่าคนใช้อินเทอร์เน็ตของมาเลเซียส่วนใหญ่ ราว 33 % จัดอยู่ในอายุระหว่าง15 – 24 ปี โดยใช้ในแง่ของข้อมูลข่าวสารและมีเดียเป็นหลักกว่า 94 % ใช้บริการของภาครัฐราว 26% เท่านั้น 74% เป็น Internet ประเภทบรอดแบนด์ จึงพร้อมที่จะใช้ Media รุ่นใหม่พร้อมกับเครื่องมือใหม่ๆ เช่น Personal TV, Web TV, Private TV, WIKI, FACEBOOK และอื่นๆ จึงเสนอให้ส่งเสริมกิจกรรม เช่น Social Network Web, กิจกรรมส่งเสริมวัฒนธรรมอาเซียน การประกวดการแข่งขัน และกิจกรรมที่ส่งเสริมในแนวนวัตกรรม เป็นต้น
พม่า เป็นกลุ่มประเทศแถว 3 กับกัมพูชา และลาว จึงติดขัดในเรื่องโครงสร้างพื้นฐานเช่นกัน โครงการที่น่าสนใจที่ทำร่วมกับมาเลเซีย คือ Smart School คล้ายๆ กับ School NET ของไทยเราที่เงียบไปแล้ว พม่ากำลังพัฒนาประตูที่เรียกว่า Education Portal เพื่อส่งเสริมการศึกษานอกห้องเรียน การใช้อินเทอร์เน็ตปัจจุบันราว 76 % ใช้ในเรื่องธุรกิจ ในโรงเรียนมีเพียง 4 % เท่านั้น อุปสรรคที่ท้าทาย คือ งบประมาณ ปัญหาเรื่องไฟดับยังคงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต รวมทั้งข้อจำกัดของโครงข่ายในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต
ฟิลิปปินส์ แถวเดียวกับไทย มาเลเซีย อินโดนีเซียและบรูไน ชี้ให้เห็นว่าในการส่งเสริมชุมชนอาเซียนด้วยไอซีทีนั้น ควรให้ความสำคัญกับเรื่องของเป้าหมายและทิศทาง คุณค่าของ ASEAN เน้นในระดับเยาวชนที่เป็นอนาคตของอาเซียน และกลยุทธ์ในการขับเคลื่อน และควรแยกแยะการใช้ประโยชน์จากคน 3 กลุ่มให้ดีคือ Early Boomer, Generation X และ Generation Y
สิงคโปร์ ผู้นำด้านการพัฒนาในกลุ่ม ASEAN จึงค่อนข้างฟันธงในการเดินตามแนวทางที่ทันสมัย คือการใช้ New Media ทีมสิงคโปร์นำเสนอเว็บท่าที่พัฒนาขึ้นมาแล้วว่าพร้อมที่จะเป็นประตูให้วง ASEAN ที่เรียกว่า Media Portal (www.Aseanmedia.net) แนวคิดของกิจกรรมก็ค่อนข้างตะวันตก คือให้เยาวชนมีช่องทางที่เข้าสู่ความบันเทิงบนอินเทอร์เน็ต รวมทั้งเครื่องมือทางอินเทอร์เน็ตที่สามารถใช้ในการดำรงชีวิตประจำวันทั้งในเรื่องงานและเรื่องส่วนตัวซึ่งเป็นปกติธรรมชาติของสิงคโปร์ ที่มักมีอะไรติดไม้ติดมือมานำเสนอในวงประชุมสัมมนา และที่สำคัญคือเป็นทีมคนหนุ่มสาวอายุไม่เกิน 40 เสมอ สิงคโปร์มีข้อแนะนำต่อวงนี้ก็คือ ควรมีเว็บท่าและแนะนำให้ใช้ เว็บท่าที่สิงคโปร์สร้างขึ้น ในวงควรแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ในเรื่องแนวโน้มด้านไอซีที โดยเฉพาะในโรงเรียน ควรร่วมกันพัฒนาในรูปของโครงการ และควรทำความเข้าใจกันให้ถ่องแท้ในวงความร่วมมือนี้
เวียดนาม ก็จัดว่าอยู่ในแถว 2 ได้เนื่องจากมีการพัฒนาที่เร็วมาก ประชากรอินเทอร์เน็ตของเวียดนามมีคนอายุต่ำกว่า 35 ถึง 2 ใน 3 แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของคนที่อยู่ในวัยเรียนรู้ และมีศักยภาพในการพัฒนาสูง เพื่อให้วงความร่วมมือในการสร้างสปิริตอาเซียน เวียดนามเสนอในรูปของโครงการหลายเรื่องที่น่าสนใจคือการสร้างเว็บท่าที่เรียกว่า e-Citizen การพัฒนา ICT News Paper ในวงอาเซียนเป็นต้น ปิดท้ายด้วยประเทศไทยที่ทีมไทยนำเสนอภาพของการพัฒนาไอซีทีที่มีหน่วยงานหลักอย่างกระทรวงไอซีที เนคเทค ซอฟต์แวร์ปาร์ค และชิป้าพร้อมกับนำเสนอเว็บความรู้ที่ควรส่งเสริมในหมู่เยาวชนเช่น tkc.go.th, oknation.net พร้อมๆ กับกิจกรรมที่ควรทำร่วมกันเช่น Amazing ASEAN Reality, TV Program Interactive, Social Network Web และ Online Community เป็นต้น
ผลลัพธ์จากการสัมมนา ได้มีการกำหนดกลยุทธ์ในการใช้ไอซีทีเพื่อส่งเสริมจิตวิญญาณอาเซียนร่วมกันไว้น่าสนใจได้แก่ ข้อแรกการจัดตั้ง Pioneer Team เพื่อทำหน้าที่เป็นหัวหอกในการที่จะประยุกต์ใช้ไอซีทีในการส่งเสริมสปิริตอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียวและจะขยายผลไปสู่ชุมชนต่าง ๆ ทั้งในเมืองและนอกเมือง พร้อมกับการตั้งตัวแทนของ Pioneer Team ที่จะทำหน้าที่ลงรายละเอียดในขั้นปฏิบัติและการประเมินผล กลยุทธ์ต่อมาคือการเชื่อมโยงกันระหว่างกลุ่มด้วยกิจกรรมที่ตรงกับทิศทางการพัฒนาของอาเซียนได้แก่ กิจกรรมด้านวัฒนธรรม เป็นต้น รวมทั้งการสร้างความตระหนักและการสร้างโอกาสให้เกิดความรู้และการเรียนรู้ด้วยมีเดียทั้งในรูปแบบเก่าและรูปแบบใหม่ กลยุทธ์การใช้ไอซีทีที่ทันยุคสมัยในขณะเดียวกันก็จะมีความยั่งยืนด้วย ก็นับว่าเป็นแนวกลยุทธ์ที่ดี ซึ่งในที่สุดก็ถ่ายทอดออกมาเป็นแผนปฏิบัติการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการหล่อหลอมชุมชนอาเซียนให้เป็นหนึ่งเดียว
ข้อมูลเพิ่มเติม ติดตามได้ที่ http://aseanspirit.wordpress.com
Filed under: IAC Articles | Tagged: ASEAN Spirit